ถ้าคุณคิดว่าซูเปอร์ฮีโร่ต้องมีพลังวิเศษ ต้องมีชุดไฮเทค และต้องไม่ฆ่าใคร Kick-Ass (เกรียนโคตร มหาประลัย) จะมาทุบความเชื่อนั้นทิ้งด้วยหมัดที่เลือดสาดและคำหยาบคายที่เด็ก 11 ขวบพูดได้อย่างช่ำชอง นี่คือหนังที่กล้าบ้ามากกว่าฮีโร่ทั่วไป และนั่นคือสิ่งที่ทำให้มันโดดเด่นไม่เหมือนใคร
เนื้อเรื่องย่อ (ไม่สปอยล์ตอนจบ)
เดฟ ไลซูว์สกี้ (Aaron Taylor-Johnson) คือเด็กมัธยมปลายธรรมดาที่คลั่งไคล้หนังสือการ์ตูน วันหนึ่งเขาตัดสินใจทำตามความฝัน: สวมชุดรัดรูป สวมหน้ากาก แล้วออกไปปราบอาชญากรในชีวิตจริง โดยไม่มีพลังพิเศษใดๆ นอกจากความมุ่งมั่น เพียงแค่คลิปวีดีโอการต่อสู้ครั้งแรกของเขากลับกลายเป็นไวรัล ทำให้คนทั้งเมืองรู้จัก Kick-Ass แต่ชื่อเสียงนั้นก็ดึงดูดทั้งมาเฟียผู้โหดเหี้ยมอย่าง แฟรงค์ ดามิโก (Mark Strong) และคู่หูพ่อ-ลูกสายโหดอย่าง Big Daddy (Nicolas Cage) และ Hit-Girl (Chloë Grace Moretz) ที่มีเป้าหมายล้างแค้นส่วนตัว นับจากนั้น Kick-Ass ก็ต้องเรียนรู้ว่าการเป็นฮีโร่ในโลกจริงไม่ได้โรแมนติกอย่างในการ์ตูน
งานการแสดงและตัวละคร
จุดแข็งที่สุดของหนังเรื่องนี้คือการคัดตัวนักแสดงที่ลงตัว แอรอน จอห์นสัน ถ่ายทอดเดฟได้สมจริงในฐานะเด็กเนิร์ดที่พยายามเป็นผู้กล้า แต่ความน่าจดจำกลับตกเป็นของ โคลอี้ มอเรทซ์ ที่รับบท ฮิทเกิร์ล สาวน้อยวัย 11 ขวบที่ใช้ดาบและปืนได้ราวกับนินจา แต่ในขณะเดียวกันก็มีความไร้เดียงสาที่ซ่อนเร้น เธอคือตัวละครที่ก้าวข้ามเส้นแบ่งระหว่างความน่ารักและความอำมหิตได้อย่างน่าทึ่ง ส่วน นิโคลัส เคจ ในบท บิ๊กแด๊ดดี้ ก็มอบความบ้าคลั่งในสไตล์เฉพาะตัวที่ทั้งขบขันและน่าเห็นใจ ขณะที่ มาร์ก สตรอง ก็สร้างมาเฟียที่ดูน่ากลัวแต่ก็มีมุขตลกเสียดสีในตัวเอง
งานกำกับ ภาพ และดนตรี
แมทธิว วอห์น ผู้กำกับไม่เพียงแต่สร้างฉากแอ็คชั่นที่สนุกและรุนแรงเท่านั้น แต่ยังผสมผสานโทนตลกร้ายและดราม่าได้อย่างลงตัว งานภาพใช้สีสันสดใสแบบการ์ตูน แต่กลับตัดกับความโหดเหี้ยมของความรุนแรงที่สมจริง ดนตรีประกอบโดย จอห์น เมอร์ฟี และ เฮนรี แจ็คแมน ช่วยเพิ่มอารมณ์ให้ฉากต่อสู้ โดยเฉพาะเพลง 'Hit Girl's Theme' ที่ผสมผสานระหว่างความน่ารักและความดุเดือดได้อย่างกลมกล่อม หนังเรื่องนี้ยังสอดแทรกมุกเสียดสีหนังซูเปอร์ฮีโร่และวัฒนธรรมป๊อปได้อย่างแยบยล โดยเฉพาะในฉากที่เดฟพบว่าการเป็นฮีโร่จริงๆ มันเจ็บปวดกว่าที่คิด
บทวิเคราะห์จากกองบรรณาธิการ
สิ่งที่ทำให้ Kick-Ass แตกต่างจากหนังซูเปอร์ฮีโร่ทั่วไปคือการตั้งคำถามว่า 'ถ้าไม่มีพลัง คุณจะกล้าเป็นฮีโร่ไหม?' หนังตอบคำถามนั้นด้วยความสมจริงโหดๆ เช่น การที่เดฟถูกแทงและโดนรถชนในวันแรกที่ออกลาดตระเวน มันไม่ใช่การ์ตูนที่พระเอกไม่เจ็บ แต่เป็นโลกที่ความเจ็บปวดมีจริง หนังยังเสียดสีสังคมที่ยกย่องคนธรรมดาเป็นฮีโร่เพียงเพราะคลิปไวรัล ซึ่งสะท้อนโลกโซเชียลมีเดียปัจจุบันได้อย่างคมคาย และที่สำคัญคือการนำเสนอความรุนแรงผ่านเด็กสาวที่ทั้งน่ารักและน่าสะพรึง ซึ่งสร้างประเด็นถกเถียงทางศีลธรรมได้อย่างน่าสนใจ อย่างไรก็ตาม หากคุณชื่นชอบแนวแอ็คชั่นคอมเมดี้ที่กล้าบ้าบิ่นและไม่กลัวที่จะข้ามเส้น หนังเรื่องนี้คือคำตอบ
สรุป
ถ้าคุณชอบหนังซูเปอร์ฮีโร่ที่แหวกแนว ไม่กลัวความรุนแรง และชอบมุกตลกดำๆ Kick-Ass คือหนังที่ต้องดู มันทั้งสนุก เจ็บปวด และเสียดสีสังคมได้อย่างถึงพริกถึงขิง ตำหนิเล็กน้อยเรื่องความยาวช่วงกลาง แต่โดยรวมคือหนึ่งในหนังฮีโร่ที่ดีที่สุดในยุค 2000s
หากกำลังมองหาช่องทางรับชมเพิ่มเติม แนะนำ avsubthai จัดหนัก หนังเอวี javsubthai
ภาพจากหนัง
👍 จุดเด่น
- +การแสดงของ Chloë Grace Moretz ที่โดดเด่นและน่าจดจำ
- +แอ็คชั่นเลือดสาดที่สมจริงและสนุก
- +เสียดสีวัฒนธรรมซูเปอร์ฮีโร่ได้อย่างคมคาย
- +ดนตรีประกอบเข้ากับอารมณ์หนัง
- +บทที่กล้าบ้ามากกว่าหนังฮีโร่ทั่วไป
👎 จุดด้อย
- −ความรุนแรงอาจมากเกินไปสำหรับบางคน
- −เนื้อเรื่องช่วงกลางอาจยืดเยื้อเล็กน้อย
- −ตัวละครสมทบบางตัวถูกพัฒนาไม่เต็มที่
นักแสดงนำ
คำถามที่พบบ่อย (FAQ)
ไม่เหมาะกับเด็กอายุต่ำกว่า 15 ปี เพราะมีความรุนแรงสูง ภาษาไม่สุภาพ และมีฉากที่เด็ก 11 ขวบฆ่าคน
มี 2 ภาค คือ Kick-Ass (2010) และ Kick-Ass 2 (2013)
ในชีวิตจริงเด็ก 11 ขวบไม่สามารถมีทักษะต่อสู้ระดับนั้นได้ หนังสร้างให้ดูเกินจริงเพื่อความบันเทิง